ทุกสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

ทุกสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศ

บางครั้งการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่องก็เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก โดยเฉพาะการหาซื้อครั้งแรก เพราะคุณไม่รู้อะไรเลยนอกจากความต้องการที่จะมีอากาศสะอาดไว้หายใจ

เครื่องฟอกอากาศนั้นมีด้วยกันหลายราคา มีตั้งแต่ตัวท็อปที่มีราคาแพงมาก สามารถทำงานได้หลากหลาย สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตภายในบ้านได้ ไปจนถึงเครื่องที่ธรรมดา ราคาสมเหตุสมผล ที่มีจุดประสงค์หลักคือฟอกอากาศและดักจับฝุ่น PM2.5 ถึง PM10 ยกตัวอย่างเช่น AirCleaner Personal ของเรานั่นเอง

Read English version here

เครื่องกรองอากาศทุกเครื่องมีจุดประสงค์หลักที่เหมือนกัน ไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่และซับซ้อนหรือขนาดเล็กและเรียบง่าย การทำงานหลักของทุกเครื่องฟอกอากาศ คือ ต้องนำอากาศผ่านแผ่นกรอง และต้องทำให้เรามั่นใจได้ว่า อากาศที่ออกจากเครื่องฟอกนั้นจะต้องสะอาดกว่าเดิม

ในบทความนี้ เราจะพูดถึงข้อกำหนดทางเทคนิคที่ผู้ผลิตทุกรายควรให้ความสำคัญ และควรที่จะนำเสนอต่อผู้ซื้อ เมื่อนำเสนอหรือโฆษณาผลิตภัณฑ์ของตน

เราจะอธิบายโดยใช้ศัพท์ที่ไม่ซับซ้อน เพื่อให้คุณได้เข้าใจความหมายของข้อกำหนดทางเทคนิคแต่ละข้อ โดยหวังว่าจะมีประโยชน์ต่อคุณในการตัดสินใจซื้อเครื่องฟอกอากาศในอนาคต

หากมีข้อกำหนดทางเทคนิคข้อใดข้อหนึ่งตกหล่นไป นั่นหมายความว่า ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย จงใจปกปิดหรือนำเสนอข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนต่อลูกค้านั่นเอง

พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงาน

พื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงาน หมายถึงขนาดของห้องหนึ่ง ๆ ที่เครื่องฟอกอากาศจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยส่วนหนึ่งจะขึ้นอยู่กับการระบายอากาศ(อธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป) และประสิทธิภาพของแผ่นกรอง(อธิบายไว้ในหัวข้อถัดไป)

ขนาดห้องเป็นสิ่งแรกที่คุณต้องใส่ใจ และเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดที่คุณควรจะคำนึงถึงเมื่อซื้อเครื่องฟอกอากาศ หมายความว่า คุณควรที่จะเลือกเครื่องที่ทำงานเหมาะสมต่อขนาดห้องที่คุณจะนำไปใช้งานนั่นเอง

การที่จะคำนวณหาว่าขนาดห้องเท่าไรจึงจะเหมาะสมนั้น คุณจำเป็นที่จะต้องรู้เกี่ยวกับการระบายอากาศภายในห้องและประสิทธิภาพของแผ่นกรองเสียก่อน หากตัวแปรเหล่านี้ไม่ได้ระบุไว้บนผลิตภัณฑ์ที่คุณสนใจจะซื้อ อาจเป็นไปได้ว่าทางบริษัทผู้ผลิตได้ผลิตสินค้าจากการสุ่มตัวแปร แทนการใช้ชุดข้อมูลที่เชื่อถือได้

ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ?

ตรวจสอบ AirCleaner Personal ที่ทรงพลังและราคาไม่แพงของเรา ป้องกันตัวเองจาก PM2.5 อันตราย!

วิธีที่เราใช้คำนวณพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงานของ AirCleaner Personal

จากผลการทดสอบ และรายงานการตรวจสอบจาก ESRC ได้ตัวแปรดังต่อไปนี้:

ประสิทธิภาพของแผ่นกรอง = 99.86%
การระบายอากาศ = 285ม3/ชม. หรือ 167.64 cfm

เราสามารถคำนวณอัตราการกรองอากาศสะอาด (Clean Air Delivery Rate หรือ CADR) ของ AirCleaner Personal ได้โดย:

CADR = การระบายอากาศ(cfm)*ประสิทธิภาพของแผ่นกรอง
CADR = 173.63cfm*0.9986 = 167.4

เมื่ออ้างอิงจากสมาคมผู้ผลิตเครื่องใช้ภายในบ้าน (Association of Home Appliance Manufacturers) สำหรับห้องที่มีความสูงถึงเพดาน 8 ฟุต (2.44เมตร) ค่า CADR จะนำไปคูณด้วย 1.55 เพื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงาน:

พื้นที่ที่เหมาะสม = 167.4*1.55 = 259.47 sqft = 24.1m2

หากกลับสูตรคำนวณ จะสามารถแปลงผลลัพธ์ที่ได้เป็นหน่วย sqft และนำไปหารด้วย 1.55 จากนั้นจะได้ค่า CADR ออกมา

Room volume = 25m2 = 269sqft
CADR = 269sqft/1.55 = 173

คุณอาจจะเคยเห็นผู้ผลิตบางรายให้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ ยกตัวอย่างเช่น 25ตรม. ไปจนถึง 30ตรม. ซึ่งนั่นก็เพราะว่าปกติเเล้วทุกห้องจะไม่ใช่ห้องที่โล่ง ๆ แต่ทุก ๆ ห้องมักจะมีเตียง ตู้ หรือสิ่งของวางไว้ทั่วห้อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ปริมาตรของห้องมีค่าน้อยลงนั่นเอง

อีกอย่างคือการที่คุณรู้ค่า CADR นั้น คุณจะสามารถรู้ระยะเวลาที่เครื่องสามารถฟอกอากาศให้สะอาดได้ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากเรามีห้องพักที่มีขนาด 25ตรม. และมีความสูงจากพื้นถึงเพดานห้องอยู่ที่ 2.5เมตร:

ปริมาตรของห้อง = 25m2*2.5 = 62.5m3 = 2207.16 cft
ระยะเวลาฟอกอากาศหน่วยนาที = ปริมาตรห้อง/CADR = 2207.16/167.4 = 13
นาที

อาจกล่าวได้ว่านี่เป็นเพียงการคำนวณตามทฤษฎีเท่านั้น แต่ได้ความเป็นจริงเเล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เราจำเป็นต้องคำนึงถึงอยู่ด้วย เช่นการรั่วไหลของอากาศ ตำแหน่งการวางของเครื่องฟอกอากาศและอายุการใช้งานของแผ่นกรองอากาศ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลต่อค่า CADR และพื้นที่ที่เหมาะสมต่อการทำงานของเครื่องฟอกอากาศ (effective working area)

การระบายอากาศ

คุณสมบัติในการระบายอากาศของเครื่องฟอกอากาศ เป็นตัวแปรที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่คุณควรรู้ก่อนจะซื้อเครื่องฟอกอากาศสักเครื่อง

การระบายอากาศของเครื่องฟอกนั้นจะแสดงให้เห็นถึงปริมาณอากาศ ที่เครื่องอากาศสามารถฟอกได้ ในหน่วยปริมาตร (พื้นที่) ต่อ เวลา

ยกตัวอย่างเช่น AirCleaner Personal มีการระบายอากาศอยู่ที่ 285m3/h. ซึ่งตามทฤษฎีเเล้วจะหมายความว่า ในห้องที่มีขนาด 12ม*12ม*2ม = 288ตรม. จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงในการที่จะให้อากาศทั้งหมดภายในห้องไหลผ่านเครื่องฟอกอากาศ

ทำไมเราจึงจำเป็นที่จะต้องทราบถึงข้อนี้? เพราะว่าหากห้องที่เราจะนำเครื่องฟอกอากาศไปวางนั้น มีขนาดใหญ่ ตัวเครื่องฟอกจะต้องมีการระบายอากาศที่สูงตามไปด้วยเช่นกัน

ทาง AirDeveloppa แนะนำว่าทุกครั้งที่คุณกำลังมองหาเครื่องฟอกอากาศเครื่องใหม่ คุณควรที่จะคำนึงถึงตัวแปรด้านการระบายอากาศร่วมด้วย มิฉะนั้นมันก็เปรียบเหมือนกับการที่คุณซื้อรถจักรยานยนต์มาคันหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าเครื่องยนต์มีขนาดกี่ซีซีนั่นแหละ

เราได้พบกับแผ่นกรองอากาศ HEPA ที่มีขนาดเล็กและเคลื่อนย้ายง่ายและหาซื้อได้ตามท้องตลาด ด้วยขนาดกระทัดรัดและใช้กระแสไฟเพียง 5V ผ่านสาย USB จึงทำให้แผ่นกรองชนิดนี้มีการระบายอากาศต่ำ ทั้งยังสกปรกเร็ว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า แผ่นกรองอากาศชนิดนี้ เหมาะที่จะใช้ในพื้นที่ปิดขนาดเล็กเท่านั้น เช่น ในรถยนต์ส่วนตัว เป็นต้น

นี่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง ว่าทำไมคุณควรจะหยุดซื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระบุข้อมูลสำคัญไว้อย่างชัดเจน

เราจะคำนวณการระบายอากาศได้อย่างไร

ทาง AirDeveloppa ได้ทำการคำนวณการระบายอากาศของ AirCleaner Personal ตามแนวทางด้านล่าง

เราได้ใช้เครื่องวัดความเร็วลมในการวัด โดยวัดความเร็วจากระดับที่ห่างจากรูระบายอากาศ 3 ระดับ โดยได้เปิดพัดลมไปที่ความเร็วสูงสุด

จากนั้นสมมติว่าจุด A ครอบคลุม 85% ของพื้นที่ทั้งหมดจุด B ครอบคลุม 5% และจุด C ครอบคลุม 10%

ความเร็วลมโดยเฉลี่ย = (9.2m/s*0.85)+(5.1m/s*0.05)+(6.5m/s*0.1) = 8.725m/s

ตอนนี้เราได้ค่าของความเร็วลมเฉลี่ยเเล้ว ตัวแปรต่อไปที่เราจะต้องคำนวณคือพื้นที่หน้าตัดของรูระบายอากาศ:

พื้นที่ = (pi*(0.11m/2)^2)-(0.001m*0.11m*4) = 0.009m2

ขั้นตอนสุดท้าย เราสามารถคำนวณหาการระบายอากาศของแผ่นกรองภายในเวลา 1 ชั่วโมง จะได้ว่า:

การระบายอากาศ = ความเร็วลมเฉลี่ย*พื้นที่*1h = 8.725m/s*0.009m2*3600sec = 282.69m3/h

ประสิทธิภาพการกรอง

ประสิทธิภาพการกรองของแผ่นกรอง เป็นตัวแปรที่จะบอกเราว่า แผ่นกรองได้กรองฝุ่นหรือมลพิษออกไปแล้วมากน้อยเท่าไร

หากคุณยังจำกันได้ จุดประสงค์ของแผ่นกรองอากาศ ก็คือการกรองเอาบางสิ่ง หรือดักจับบางส่วนที่ไม่ต้องการออกไป และให้ในสิ่งที่คุณต้องการแทน ซึ่งก็คืออากาศสะอาดปราศจากฝุ่นละอองหรือมลพิษนั่นเอง

เมื่อคุณคั้นน้ำส้ม บางที่คุณอาจจะชอบแค่น้ำส้มที่ไม่มีเนื้อส้มผสมอยู่เลย คุณจึงเดินไปหยิบเครื่องกรองมากรองเอาเนื้อส้มออก เนื้อส้มส่วนใหญ่ก็จะค้างอยู่ที่ตัวกรอง เหลือเพียงน้ำส้มให้คุณได้ดื่มอย่างอร่อย

เครื่องฟอกอากาศก็ทำหน้าที่คล้ายๆกับตัวกรองเนื้อส้ม แต่ต่างกันตรงที่น้ำส้มเป็นอากาศ และเนื้อส้มเปรียบเสมือนฝุ่น PM10 และ PM2.5 นั่นเอง

การที่จะคำนวณประสิทธิภาพของการกรองนั้น ได้ทำการวัดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 ในห้องปิดขนาดเล็กไว้ จากนั้นทำการเปิดเครื่องฟอกอากาศ โดยให้ปรับพัดลมไปที่ความเร็วสูงสุด และรอ 15 นาที หลังจากนั้นจึงทำการวัดค่าความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อีกครั้ง ดังนั้นเราจะคำนวณได้ว่า:

Filter Efficiency = 100*(initial PM2.5 – final PM2.5)/initial PM2.5

เราจะคำนวณประสิทธิภาพในการกรองของ AirCleaner Personal ได้อย่างไร

เราไม่ได้ทำการคำนวณด้วยตัวเราเอง เนื่องจากว่าต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางและความเเม่นยำสูง เราจึงได้รับความช่วยเหลือจากศูนย์วิจัยสิ่งเเวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการคำนวณหาประสิทธิภาพของการกรอง

ในการทำการทดสอบนี้ ดร.หวาน วริญา ได้จัดห้องปิดที่มีความเข้มข้นของฝุ่น PM2.5 อยู่ในระดับหนึ่งไว้ จากนั้นได้วางเครื่องวัด PM2.5 ที่เชื่อมต่อกับสัญญาณอินเตอร์เน็ต พร้อมกับตัวบันทึกข้อมูลไว้ข้างในห้องปิดด้วย เพื่อใช้สำหรับวัดระดับของฝุ่น PM2.5 นั่นเอง

air purifier CMU test

โดยสามารถดาวน์โหลดผลการทดสอบผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของ AirCleaner Personal

จากผลการทดสอบพบว่า AirCleaner Personal มีประสิทธิภาพในการกรองสูงถึง 99.86%

แผ่นกรองที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย

HEPA

air purifier HEPA filter

แผ่นกรองฝุ่นละอองประสิทธิภาพสูง (The High Efficiency Particulate Air Filter: HEPA) เป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมและคุ้มค่าต่อการใช้งานมากที่สุด

แผ่นกรองประเภทนี้สามารถดักจับฝุ่นละอองที่มีค่าเพียง 0.3 ไมครอนได้ โดยมีประสิทธิภาพการกรองถึง 99.97%

แผ่นกรอง HEPA ประกอบไปด้วยเส้นใยขนาดเล็ก รวมหลายล้านหน่วย ที่ประสานกันไปมาเป็นใยหลายชั้น ซึ่งจะทำหน้าที่ดักจับอนุภาคในรูปแบบต่าง ๆ ได้

  • ผลกระทบ: เมื่ออนุภาคชนกับเส้นใยและถูกดักจับไว้
  • การสกัดกั้น: เมื่ออนุภาคถูกดักจับไว้ระหว่างเส้นใย 2 เส้น
  • การแพร่กระจาย: เมื่ออนุภาคหนึ่งชนเข้ากับเส้นใย ความเร็วของมันจะลดลง และจะถูกดักจับโดยเส้ยใยเส้นถัดไป

แผ่นกรอง HEPA ไม่ได้ถูกนำมาใช้แค่ในเครื่องฟอกอากาศเท่านั้น คุณยังสามารถเห็นหรือพบแผ่นกรองชนิดนี้ได้ในหน้ากากอนามัย N95 และ N99 เเละในเครื่องดูดฝุ่น

สิ่งสำคัญที่คุณจะต้องรู้เกี่ยวกับแผ่นกรอง HEPA คือ เเผ่นกรองชนิดนี้สามารถดักจับอนุภาคที่เป็นของเเข็งได้เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า แผ่นกรองชนิดนี้จะไม่สามารถกรองแก๊ส หรือกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ในอากาศได้

ถ่านคาร์บอน

แผ่นกรองอากาศที่ทำมาจากถ่านคาร์บอนนั้นเป็นคู่หูของแผ่นกรอง HEPA เลยก็ว่าได้ ในขณะที่แผ่นกรอง HEPA จะทำงานได้ดีในส่วนของการกรองกนุภาคที่เป็นของเเข็ง แผ่นกรองถ่านคาร์บอนถูกนำมาใช้ในการดูดซับแก๊สต่าง ๆ ไว้ โดยเฉพาะสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซีน และกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น กลิ่นบุหรี่ และกลิ่นของสีที่ยังไม่เเห้ง

แผ่นกรองอากาศคาร์บอนทำงานภายใต้หลักการดูดซับ โดยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย และกลิ่นต่าง ๆ จะถูดดูดซับไว้ที่พื้นผิวนอกของโมเลกุลถ่านคาร์บอนนั้นเอง

ถึงแม้ว่าแผ่นกรองนี้จะสามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายและกลิ่นต่าง ๆ ได้ แต่แผ่นกรองนี้ก็ไม่สามารถที่จะกรองคาร์บอน มอนนอกไซด์ได้ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องยากที่จะระบุได้ว่า เมื่อใดที่ตัวกรองจะอิ่มตัวและจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่เมื่อใด

การปล่อยประจุไฟฟ้า

การดักจับฝุ่นแบบใช้ประจุไฟฟ้านั้นได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งนอกจากในเครื่องฟอกอากาศแล้ว เรายังสามารถพบเห็นได้ตามเครื่องปรับอากาศตามท้องตลาดด้วย

เทคโนโลยีนี้จะใช้กระเเสไฟฟ้าแล้วปล่อยประจุไฟฟ้าลบออกมา เพื่อไปจับกับโมเลกุลของฝุ่นในอากาศที่มีประจุบวก จากนั้นฝุ่นละอองที่ลอยอยู่ในอากาศจะตกลงสู่พื้น หรือเกาะตามเฟอร์นิเจอร์ในห้องแทน

เทคโนโลยีการใช้ประจุไฟฟ้านั้นค่อนข้างเป็นที่ถกเถียงกัน เนื่องจากร่างกายมนุษย์ไม่ได้พัฒนามาเพื่อหายใจเอาประจุไฟฟ้าเข้าไป อีกทั้งเทคโนโลยีนี้ ไม่ได้กำจัดฝุ่นละอองออกไปเสียทีเดียว เพียงแต่ทำให้ฝุ่นตกลงสู่พื้นผิวเท่านั้น ซึ่งก็เป็นไปได้ที่ฝุ่นที่มีประจุจะเข้าไปเกาะตัวอยู่ที่ปอดของเราแทน

ยิ่งไปกว่านั้น เทคโนโลยีนี้ยังสามารถทำให้เกิดโอโซนปริมาณหนึ่งในพื้นที่ปิดได้ ซึ่งเมื่อเราหายใจเข้าไป อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

การใช้พลังงาน

การใช้พลังงานคืออะไร? แล้วทำไมมันถึงสำคัญ?

คุณคงจะทราบเเล้วว่า บิลค่าไฟที่คุณเสียทุก ๆ เดือนนั้น คำนวณมาจากอัตราการใช้ไฟของเดือนก่อนหน้า

เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้น รวมถึงเครื่องฟอกอากาศ ล้วนแต่ใช้ไฟฟ้าในการใช้งานทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่า หากเครื่องฟอกอากาศของคุณใช้ไฟมาก ค่าไฟประจำเดือนของคุณก็จะสูงตามไปด้วย

สำหรับ AirCleaner Personal นั้นมีการไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 20 วัตต์ ในขณะที่ยี่ห้ออื่นที่ทำงานคล้ายกันต้องใช้ไฟถึง 40 – 50 วัตต์ ทำอย่างไรเราจึงจะเปรียบเทียบให้เห็นตัวเลขที่ชัดเจนได้?

air purifier power consumption

สมมติว่าไฟ 1 วัตต์ คุณต้องจ่าย 5 บาท และคุณนั้นได้เปิดเครื่องฟอกอากาศทุก ๆ วัน วันละ 3 ชั่วโมง แบบนี้ ตลอด 12 เดือน:

AirCleaner Personal = 3h*20W*365d = 21.9kWh*5THB/kWh = 110THB
คู่แข่ง = 3h*50W*365d = 54.75kWh*5THB/kWh = 274THB

จากการคำนวณข้างต้นจะเห็นได้ว่า คุณจะประหยัดเงินค่าไฟลงไปถึงครึ่งหนึ่งเมื่อใช้ AirCleaner Personal อีกทั้งยังได้อากาศที่มีคุณภาพ เทียบเท่ากับการทำงานของเครื่องฟอกอากาศยี่ห้ออื่น ๆ

และเนื่องจากการใช้ไฟฟ้าที่น้อยกว่าและประสิทธิภาพเทียบเท่าแบรนด์อื่นนี้ ทำให้ AirCleaner Personal เป็นผลิตภัณฑ์สะอาดประหยัดพลังงาน หรือเรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ “สีเขียว” นั่นเอง!

ระดับความดังของเสียง

การวัดความดังเป็นเดซิเบล จะช่วยให้ผู้ใช้ทราบได้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้นั้น มีเสียงดังหรือเสียงรบกวนมากน้อยเพียงใด เมื่อเทียบกับเสียงจากแหล่งอื่น ๆ ที่เราต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน ซึ่งดูได้จากแผนภูมิ dBA นี้

Image result for dba level chart

AirCleaner Personal มีความดังของเสียงเมื่อปรับความเร็วของพัดลมดูดอากาศไปที่ระดับต่ำสุดอยู่ที่ 45dBA และจะมีความดัง 65dBA เมื่อปรับพัดลมดูดอากาศไปที่ระดับความเร็วสูงสุด ซึ่งจากกราฟข้างต้นจะเห็นได้ว่า เสียงของเครื่องฟอกอากาศนั้น มีความดังเทียบเท่ากับเสียงที่เราได้ยินในบ้าน หรือเสียงการสนทนาพูดคุยนั่นเอง

แรงดันไฟฟ้าขาเข้า

เมื่อคุณเสียบปลั้กเครื่องใช้ไฟฟ้า ขึ้นกับว่าคุณจะอยู่ที่ไหนบนโลกนี้ แรงดันไฟฟ้ามักจะอยู่ที่ 110V หรือ 220V และจะมีความถี่อยู่ที่ 60Hz หรือ 50Hz.

เครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดเช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ หรือ พัดลม จะสามารถทำงานได้ที่แรงดันไฟฟ้า หรือความถี่ อยู่ที่ค่าหนึ่ง ๆ เท่านั้น

AirCleaner Personal มีตัวจ่ายไฟที่สามารถทำงานได้กับแรงดันไฟฟ้าและความที่ทุกระดับตามมาตรฐาน เพราะฉะนั้นคุณจึงสามารถนำเครื่องนี้ ไปใช้ได้ในทุกๆที่ทั่วโลก!

การรับรองด้านไฟฟ้า

การที่จะขายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างถูกกฎหมายนั้น จะต้องผ่านการทดสอบ และผ่านการรับรองเสียก่อน เพื่อรับประกันว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้น ๆ มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ มาตรฐารการคุ้มครองสิ่ง เเวดล้อมและปฏิบัติตามหลักแม่เหล็กไฟฟ้า

ในทวีปยุโรป มีมาตรฐานการรับรองหนึ่ง ชื่อว่า CE ในขณะที่ในสหัฐอเมริกามีมาตรฐานการรับรองชื่อ FCC

ตัวจ่ายไฟของ AirCleaner Personal ได้รับการรับรองมาตรฐานจากทั้ง CE และ FCC

คำลงท้าย

หลังจากที่คุณได้อ่านบทความนี้จบเเล้ว เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหมอกควันความสงสัยเกี่ยวกับการเลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศของคุณจะหมดไป และหวังว่าเราได้ให้คำแนะนำที่มีประโยชน์ เพื่อนำไปใช้ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณในอนาคต

หากคุณอยากสดชื่นไปกับอากาศสะอาด สามารถเยี่ยมชมเครื่องฟอกอากาศและผลิตภัณฑ์ตัวอื่นได้ที่เว็บไซต์ AirDeveloppa หรือทาง Facebook Page

ไม่มีเครื่องฟอกอากาศ?

ตรวจสอบ AirCleaner Personal ที่ทรงพลังและราคาไม่แพงของเรา ป้องกันตัวเองจาก PM2.5 อันตราย!

References

Home Air Guides
IQair
Air Purifiers Ratings
Smart Home Guide
Allergy and Air
Explain That Stuff
Molekule
Breath Quality

Leave a Reply